วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผู้จัดทำ

ผู้จัดทำ
                                                           



นาย อมรเทพ  อำนวยพร

โรงเรียน บางสะพานวิทยา ชั้น ม. 4/3




10 ตำนานยอดนักมวยไทยตลอดกาล!

10 ตำนานยอดนักมวยไทยตลอดกาล!


Large open uri20160731 44701 ag0g3y
"มวยไทย" เป็นศิลปะการป้องตัวของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เป็นศิลปะป้องกันตัวที่นำมาใช้ในศึกสงคราม มีความโดดเด่นทางด้านการต่อสู้โดยใช้ร่างกาย หมัด เท้า เข่า ศอก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีนักมวยมากฝีมือมากมายหลายคนซึ่งได้ฉายแววโดดเด่นตามเวทีมาตรฐานต่างๆของไทย และบางคนสามารถต่อยอดขึ้นไปเป็นนักมวยสากลอาชีพและสามารถครองแชมป์โลกได้เลยทีเดียว ในคราวนี้เราจะนำเสนอ 10 ยอดมวยไทยในตำนานให้ได้รู้จักกัน

10. นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร

Large open uri20160731 50465 6xrosl
"นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร" มีชื่อจริงว่า มูฮัมหมัด ไชยมาตร เป็นชาวจังหวัด สุราษฎร์ธานี
เป็นทั้งนักมวยไทยและนักมวสากล จากค่าย ป. ประมุข ขึ้นชื่อว่าเป็นนักมวยที่มีการรำไหว้ครูได้สวยงามจนได้รับฉายาว่า ราชัญรำมวย นำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร เป็นแชมป์เวที PABA รุ่นไลฟ์เวท ในวันที่1 สิงหาคม 2546 ชนะน็อค ซูกิ โรเซนเซวียตนักชกชาวอิสราเอล สติถิการขึ้นชกมวยไทย 300 ชนะ 285 แพ้ 15
ปัจจุบันนำศักดิ์น้อย ยุทธการกำธร เป็นครูมวยที่ได้รับการยกย่องในความสามารถคนหนึ่ง

9. ผุดผาดน้อย วรวุฒิ

Preload
Preload
"ผุดผาดน้อย วรวุฒิ" มีชื่อจริงว่า "ผ่อน ออมกลิ่น"
เริ่มชกมวยตั้งแต่ 14 ปี ตามพี่ชายในชื่อ ผุดผาดน้อย จ.หาญผจญ แต่พ่อไม่สนับสนุน แต่หลังจากที่จบ มส.3 ได้ออกตระเวณชกมวยในแถบภาคอีสานโดยที่ไม่แพ้ใครเลย ต่อมาถูกชักนำให้ไปอยู่กับค่าย วรวุฒิ และเปลี่ยนชื่อเป็น ผุดผาดน้อย วรวุฒิ ชกครั้งที่เวทีราชดำเนินในรายการเดิมพัน ชนะน็อคด้วยการเตะก้านคอ ต่อมาในปีเดียวกันได้แชมป์ "ขวัญใจโลลิต้า" ในรุ่น 108 ปอนด์ ผุดผาดน้อยรุ่งโรจน์ในช่วง พ.ศ. 2513 - 2519 เป็นแชมป์ 3 รุ่น คือ ฟลายเวท, จูเนียร์เฟเธอร์เวท และจูเนียร์ไลท์เวท ของสนามมวยเวทีลุมพินี และยังสามารถปราบมวยดังในยุคเดียวกันได้หลายคน ผุดผาดน้อยเป็นนักมวยเชิงดี ชกสวย มีลูกเตะเป็นอาวุธหลัก คือแข้งซ้าย จนได้รับฉายาว่า "ไอ้หมูแข้งทอง" จากสื่อมวลชน
ปัจจุบัน ผุดผาดน้อย วรวุฒิ เป็นวิทยากรพิเศษของการกีฬาแห่งประเทศไทย หลังจากไปเป็นครูมวยที่ประเทศฝรั่งเศสและสวีเดน

8. นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ

Preload
"นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ" มีชื่อจริงว่า คำเพียว ศรีจันทึก เป็นชาวบุรีรัมย์
นำขบวน หนองกี่พาหุยุทธ เป็นน้องชายของนักมวยไทยชื่อดัง นำพล หนองกี่พาหุยุทธ แต่เดิมไม่ได้เป็นนักมวยคู่เอกหรือชกเก่งกาจ และเคยเป็นนักมวยที่แพ้น็อคเร็วที่สุดในเวลา 33 วินาทีเมื่อครั้งที่ขึ้นชกกับ วังจั่นน้อย ส.พลังชัย แต่หลังจากที่พี่ชายแขวนนวม นำขบวนก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือจนเก่งกาจมากขึ้น กลายเป็นมวยเอกภายในระยะเวลาไม่นาน นำขบวนมีท่าไม้ตายทีเด็ดคือ "ไถนา" คือการจับขาของคู่ชกแล้วไถดันไปข้างหลังให้เสียหลัก จึงได้รับฉายาจากแฟนมวยว่า "จอมไถนา" ซึ่งต่อมาท่าไถนานี้ถูกห้ามใช้เพราะเป็นการเอาเปรียบคู่ชก และอีกฉายาหนึ่งคือ ขุนเข่าพนมรุ้ง นำขบวนเป็นนักชกที่สามารถใช้แม่ไม้มวยไทยได้สวยงาม โดยเฉพาะ ท่ามณโฑนั่งแท่น ซึ่งเป็นแม่ไม้ที่ไม่ค่อยมีนักมวยใช้กันสักเท่าไหร่ นำขบวนสร้างประวัติศาสตร์โดยเป็นแชมป์รุ่นจูเนียร์ไลท์เวท (130 ปอนด์) ของเวทีลุมพีนียาวนานถึง 6 ปี โดยไม่มีใครสามารถชิงแชมป์ได้ จนต้องสละตำแหน่งไป และเคยเป็นแชมป์ของสภามวยไทยโลกด้วย โดยมีค่าตัวการชกสูงสุดถึง 260,000 บาท

7. แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต

Preload
"แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต" มีชื่อจริงว่า พงษ์ศักดิ์ เชี่ยวชาญ ชื่อเล่น แก่น เป็นชาวสมุทรปราการ
แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ได้รับฉายาว่า ยอดมวย 2 พ.ศ. เริ่มชกมวยเพราะมีพ่อเป็นคนสนับสนุนให้เอาทีทางด้านมวยไทย ใช้ชื่อมวยว่า แก่นศักดิ์ ตะปูไทย ที่เวทีสำโรงเมื่อปีพ.ศ.2523 และเอาชนะคะแนนโอบะน้อย มรกต ได้ค่าตัว 200 บาท จากนั้นฝีมือเชิงชกก็แก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ และได้เข้าชกในเวทีมวยมาตรฐานในเมืองกรุงเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2529 ชนะคะแนนฟ้าสะท้าน ลูกพระบาท เมื่อปี 2529 และเข้ามาอยู่ในสังกัด ส.เพลินจิต และเปลี่ยนมาใช้ชื่อมวยว่า แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต ถือว่าเป็นนักมวยที่ครบเครื่องคนหนึ่ง สามารถคว้าแชมป์ฟลายเวตของราชดำเนิน-ลุมพินี และการคว้าตำแหน่งนักมวยไทยยอดเยี่ยมประจำปี 2532-2533 ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา และช่วงรุ่งเรืองสุดขีดเคยได้ค่าตัวในการชกไฟต์หนึ่งถึง 380,000 บาท

6. วังจั่นน้อย ส.พลังชัย

Preload
"วังจั่นน้อย ส.พลังชัย" มีชื่อจริงว่า อาภรณ์ โสภาพ เกิดที่จังหวัดลพบุรี
วังจั่นน้อย ส.พลังชัย เป็นเจ้าของฉายา ไอ้หนุ่มชีวาส และ ไอ้หมัด 33 วิ จากการเอาชนะน็อคนำขบวน หนองกี่พาหุยุทธในเวลา 33 วินาที เริ่มชกมวยตั้งแต่ 10 ขวบ ตระเวนชกแถบบ้านเกิดจนมีชื่อเสียง หลังจากนั้นจึงเข้ามาชกในกรุงเทพอยู่ในสังกัดของ ทรงชัย รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง และเริ่มมีชื่อเสียงเมื่อเอาชนะคะแนน นำพล หนองกี่พาหุยุทธ ได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นไลท์ฟลายเวท ของสนามมวยเวทีลุมพินี ต่อมา วังจั่นน้อยสละแชมป์ และขยับมาชกในรุ่นที่สูงขึ้น ได้ครองแชมป์รุ่นจูเนียร์เฟเธอร์เวทของสนามมวยเวทีลุมพินี 5 สมัย ภายหลังใช้ชื่อมวย วังจั่นน้อย ส.สิระดา
ปัจจุบัน วังจั่นน้อย ส.พลังชัย ประกอบอาชีพส่วนตัวและช่วยพี่ชายทำค่ายมวย

5. แสนชัย ส.คิงสตาร์

Preload
Preload
"แสนชัย ส.คิงสตาร์" หรือ แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม มีชื่อจริงว่า ศุภชัย แสนพงษ์ จังหวัด มหาสารคาม
แสนชัย เจ้าของฉายา ยอดมวยสารคาม เป็นทั้งนักมวยไทย นักมวยสากล และ เป็นนักฟุตบอลให้กับสโมสร เมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ดในตำแหน่งตัวสำรองอยู่พักหนึ่ง และกลับมาชกมวยไทยต่อ มีความเก่งกาจขนาดที่ต้องต่อน้ำหนักให้กับคู่ชก เกียรติประวัติในวงการมวย แสนชัย ได้รับรางวัลยอดมวยประจำปี 2542 และ 2551 จากสมาคมสื่อมวลชน แชมป์รุ่นเฟเธอร์เวทเวทีลุมพินี แชมป์ PABA เฉพาะกาลรุ่นเฟเธอร์เวท

4. สมรักษ์ คำสิงห์

Preload
Preload
"สมรักษ์ คำสิงห์" หรือชื่อมวยไทย พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ เป็นชาว ขอนแก่น
เริ่มชกมวยไทยเมื่ออายุ 7 ปี โดยการตระเวนชกตามเวทีงานวัดต่างๆ ในชื่อ สมรักษ์ ณรงค์ยิม จากการทาบทามของ ณรงค์ กองณรงค์ ให้มาร่วมค่าย จนกระทั่งได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ ได้เข้าเรียนที่ โรงเรียนผะดุงศิษย์พิทยา โดยชกทั้งมวยไทย และมวยสากลสมัครเล่น และใช้ชื่อ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ ขึ้นชกมวยไทย ตระเวนชกตามเวทีต่างทั้ง ชลบุรี สำโรง อ้อมน้อย หลังจากนั้นจึงได้ขึ้นชกบนเวทีมวยมาตรฐาน ทั้งราชดำเนินและลุมพินี ในฐานะนักมวยไทยถือว่าเป็นนักมวยที่ชกด้วยสมอง เป็นมวยจังหวะฝีมือ แพรวพราว ลีลามวยไทยครบเครื่อง
หลังจากชกมวยไทยแล้วสมรักษ์เบนเข็มมาชกมวสากลด้วย เริ่มชกมวยสากลเป็นตัวแทนของโรงเรียนเมื่ออายุ 12 ปี และได้รับการทาบทามให้ชกในนามของสโมสรราชนาวีและเข้ารับราชการทหารด้วย และก้าวเข้าสู่ทีมชาติเมื่อปี 2535 ในโอลิมปิกที่บาเซโลนาแต่ตกรอบแรก ต่อมาปี 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลกที่ประเทศอิตาลี และเริ่มมีชื่อเสียงเมื่อได้เหรียญทอง เอเชี่ยนเกมส์ ที่ฮิโรชิมา ปี 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่และในปี 2539 ได้สร้างประวัติศาสตร์เมื่อสมรักษ์คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้กับประเทศไทย
ปัจจุบันสมรักษ์ คำสิงห์ มีงานในวงการบันเทิงเป็นครั้งคราว และมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง

3. อภิเดช ศิษย์หิรัญ

Preload
Preload
"อภิเดช ศิษย์หิรัญ" มีชื่อจริงว่า ณรงค์ ทรงมณี เป็นชาวสมุทรสงคราม
อภิเดช ศิษย์หิรัญ เจ้าของฉายา จอมเตะแห่งบางนกแขวก ด้วยพลังแข้งการเตะอย่างหนักหน่วงรุนแรง ในวัยเด็กเรียนหนังสือไม่เก่งนักแต่มีความสามารถทางกีฬาหลายอย่าง เริ่มเรียนวิชากระบี่กระบอง พลองและ แม่ไม้มวยไทยกับครูพละ ขึ้นชกมวยไทยครั้งแรกที่อำเภอดำเนินสะดวกโดยเป็นมวยประกอบรายการซึ่งก็ชนะคู่ต่อสู้มาได้ หลังจากนั้นก็ได้ขึ้นชกมาเรื่อยๆจนได้รับการชักชวนให้มาชกมวยที่กรุงเทพโดยใช้ชื่อ อภิเดช ลูกพรชัย ต่อมาได้เข้าไปฝึกกับค่ายศิษย์อรัญ และเปลี่ยนชื่อมวยเป็น อภิเดช ศิษย์อรัญ ได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นเวลเตอร์เวททั้งเวทีลุมพินีและเวทีราชดำเนิน และแชมป์ OPBF รุ่นเวลเตอร์เวท ซึ่งแม้จะผ่านมานานแล้วแต่ว่าอภิเดชยังได้รับการยกย่องให้เป็นยอดนักชก
อภิเดช ศิษย์หิรัญ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 2556

2. ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์

Preload
"ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์" มีชื่อจริงว่า ชรินทร์ สอนดี เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ดีเซลน้อย ช. ธนะสุกาญจน์ เจ้าของฉายา ขุนเข่าเสาโทรเลข หรือ ขุนเข่าทะลายฟ้า ด้วความมีรูปร่างสูงโปร่งและมีอาวุธอันตรายคือเข่า เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 12 ปี ได้สมัครเข้าเป็นนักมวยที่ค่าย ส.วรกุลชัย เมื่อได้ย้ายไปอยู่ทีจังหวัดชลบุรีกับพี่ชาย และใช้ชื่อมวย ดีเซลน้อย ช. ธนะสุกาญจน์ ตั้งแต่นั้นมา และเริ่มตระเวนชกในแถบภาคตะวันออกจนมีชื่อเสียง ต่อมาได้เข้ามาชกที่เวทีราชดำเนิน ได้ชกกับนักชกที่มีชื่อเสียงหลายคนในขณะนั้นจนได้ครองแชมป์มวยไทยรุ่นรุ่นไลท์เวท เวทีลุมพินี โดยการเอาชนะ ขาวผ่อง สิทธิชูชัย ครองแชมป์อยู่ 3 ปีจนสละแชมป์เพราะไม่มีใครเข้าชิงด้วย นอกจากชกมวยไทยแล้ว ดีเซลน้อยยังเคยชกมวยสากลอาชีพ 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และกลับมาชกมวยไทยอีกครั้ง และเอาชนะ สามารถ พยัคฆ์อรุณได้ หลังจากนั้นดีเซลน้อยก็เริ่มหาคู่ชกยากเนื่องจากปราบนักมวยในรุ่นเดียวกันจนหมด นานๆครั้งจึงจะได้ชก สื่อมวลชนได้ยกให้ดีเซลน้อยเป็นยอดนักมวยไทยประจำปี ในปี พ.ศ. 2527 หลังจากเลิกชกมวย ดีเซลน้อยได้เดินทางไปชกมวยคิกบ็อกซิ่งที่ประเทศญี่ปุ่น จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก

1. สามารถ พยัคฆ์อรุณ

Preload
Preload
"สามารถ พยัคฆ์อรุณ" มีชื่อจริงว่า สามารถ ภพธีรธรรม เกิดที่จังหวัด ฉะเชิงเทรา
สามารถ พยัคฆ์อรุณ เริ่มหัดชกมวยตั้งแต่ 11 ขวบ ใช้ชื่อว่า สามารถ ลูกคลองเขต มีพี่ชายเป็นนักมวยไทยชื่อดังคือ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ ขึ้นชกครั้งแรกที่จังหวัดชลบุรี และตระเวนชกในแถบภาคตะวันออกถึงร้อยกว่าครั้ง ต่อมาเดินทางเข้ามาชกในกรุงเทพ ที่สนามมวยลุมพินี ภายใต้โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง ทรงบัย รัตนสุบรรณ สามารถถือเป็นนักมวยชั้นเชิงแพรวพราว สายตาดี ชกได้สนุก ชนะใจคนดู และประสบความสำเร็จอย่างมากในการชกมวยไทย โดยได้แชมป์ของสนามมวยเวทีลุมพินีถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพินเวท (105 ปอนด์) รุ่นจูเนียร์ฟลายเวท (108 ปอนด์) รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์) และรุ่นเฟเธอร์เวท (126 ปอนด์)
หลังจากนั้นสามารถ พยัคฆ์อรุณเริ่มหันมาชกมวยสากลอาชีพ ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท (122 ปอนด์) ของสภามวยโลก (WBC) สามารถชนะน็อกแชมป์โลกไปได้ในยกที่ 5 กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย หลังจากนั้นได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เพราะสามารถพิงเชือกโยกหลบหมัดของผู้ท้าชิงด้วยสายตาอันว่องไวนับสิบ ๆ หมัด และชกสวนหมัดตรงเข้าปลายคางไปเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะน็อกผู้ท้าชิงไปได้อย่างน่าประทับใจ
ปัจจุบันสามารถ พยัคฆ์อรุณ รับงานในวงการบันเทิงเป็นครั้งคราว และมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง

บทความที่ได้ถูกแนะนำ

เเม่ไม้มวยไทย ๑๕ ท่า

แม่ไม้มวยไทย ๑๕ ท่า

แม่ไม้มวยไทย ๑๕ ท่า

กลที่
ชื่อ
วิธีใช้
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
สลับฟันปลา
ปักษาแหวกรัง
ชวาซัดหอก
อิเหนาแทงกฤช
ยกเขาพระสุเมรุ
ตาเถรค้ำฟัก
มอญยันหลัก
ปักลูกทอย
จระเข้ฟาดหาง
หักงวงไอยรา
นาคาบิดหาง
วิรุณหกกลับ
ดับชวาลา
ขุนยักษ์จับลิง
หักคอเอราวัณ
รับวงนอก
รับวงใน
ศอกวงนอก
ศอกวงใน
ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว ๔๕ องศา
ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว ๖๐ องศา
รับต่อยด้วยถีบ
รับเตะด้วยศอก
รับต่อยด้วยเตะ
ถองโคนขา
บิดขาจับตีเข่าที่น่อง
รับเตะด้วยถีบ
ปัดหมัดต่อยตอบ
รับ – เตะ – ต่อย – ถอง
โน้มคอตีเข่า

CONTACT THE INSTRUCTORS DIRECTLY

Phone:
Ajarn San (+66)080-762-8628 (ไทย / Thai) 
Kru Bin (+66)080-350-1605 (English, Chinese “Mandarin & Cantonese”, Japanese, Spanish)

Email:
bin@muaythaiudon.com 
san@muaythaiudon.com

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย
มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมานาน เป็นทั้งการต่อสู้ป้องกันตัวและกีฬา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือว่ามวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยเช่นเดียวกับกังฟูของจีน ยูโดและคาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลี


การชกมวยไทยหน้าพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๒

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย 

ได้แก่

๑) สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยมากจนทรงปลอมพระองค์มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะคู่ต่อสู้ถึง ๓ คน ดังที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุไว้ในหนังสือ ศิลปะมวยไทยว่า พระเจ้าเสือได้ปลอมแปลงพระองค์เป็นสามัญชน มาชกมวยกับนักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญ และสามารถชกชนะนักมวยเอกถึง ๓ คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก โดยทั้ง ๓ คน ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำจากฝีมือการชกมวยไทยของพระองค์

เมื่อพระมหากษัตริย์โปรดการชกมวยไทยเช่นนี้ ทำให้มีการฝึกมวยไทยกันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก และขยายไปสู่บ้านและวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยเป็นอย่างดี เพราะขุนศึกเมื่อมีอายุมากมักบวชเป็นพระ และสอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ลูกศิษย์ที่ดี หรือมีความกตัญญูรู้คุณ โดยเฉพาะนักมวยเด่นในยุคหลังๆ ก็เกิดจากการฝึกฝนกับพระสงฆ์ในวัดแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้การฝึกมวยไทยจึงแพร่หลาย และขยายวงกว้างไปสู่สามัญชนมากยิ่งขึ้น


การชกมวยไทยหน้าพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๒

๒) นักมวยที่มีฝีมือดีมีโอกาสเข้ารับราชการให้ก้าวหน้าได้ โดยเฉพาะการเป็นทหารในส่วนราชการที่เรียกว่า ทนายเลือก ซึ่งเป็นกรมที่ดูแลนักมวย ที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้แก่พระมหากษัตริย์

๓) เมื่อครั้งที่นายขนมต้มถูกจับเป็นเชลย และถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่กรุงอังวะ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้จัดให้มีการฉลองชัยชนะ ในการทำสงครามกับไทย และสุกี้พระนายกองได้คัดเลือกนายขนมต้มให้ขึ้นชกกับนักมวยพม่า นายขนมต้มสามารถชกชนะนักมวยพม่าได้ถึง ๑๐ คน ดังที่ รังสฤษฎิ์ บุญชลอ กล่าวไว้ว่า "พม่าแพ้แก่นายขนมต้มหมดทุกคนจนถึงกับพระเจ้ากรุงอังวะตรัสชมเชยว่า คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า ๒ ข้าง ก็ยังมีพิษสงรอบตัว" แสดงให้เห็นว่านักมวยไทยมีฝีมือเป็นที่เลื่องลือ


การชกมวยไทยหน้าพลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๒

๔) ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นเจ้าเมืองตาก ได้มีทหารเอกคู่ใจที่มีความสามารถด้านมวยไทยมาก และอยู่ในชั้นแนวหน้าของทนายเลือก ชื่อว่า นายทองดี ฟันขาว หรือจ้อย ชาวเมืองพิชัย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระยาพิชัยดาบหัก เจ้าเมืองพิชัย

สนามมวยราชดำเนิน
สนามมวยราชดำเนิน

การพัฒนามวยไทยเป็นการกีฬาต่อสู้ป้องกันตัว

หลังจากสมัยรัชกาลที่ ๖ มวยไทยได้พัฒนามากขึ้นโดยมีการชกมวยแบบสวมนวมชก และนับคะแนนแพ้ชนะ มีการกำหนดยก นักมวยแต่งกายตามมุม คือ มุมแดง และมุมน้ำเงิน เช่นเดียวกับการชกมวยสากล มีค่ายมวยเกิดขึ้นหลายค่าย และมีนักมวยหลายคนที่มีชื่อเสียง คหบดีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ เจ้าเชตุ ได้ตั้งสนามมวยในที่ดินของตนเอง เพื่อนำรายได้จากการชกมวยไปบำรุงกิจการทหาร ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ การแข่งขันชกมวยจึงหยุดไป หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง การแข่งขันชกมวยไทยได้เฟื่องฟูขึ้นอีก เพราะประชาชนสนใจ

สนามมวยลุมพินี
สนามมวยลุมพินี

เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้มีการจัดตั้งสนามมวยราชดำเนินขึ้น และจัดการแข่งขันชกมวยอาชีพเป็นจำนวนมาก มีนักมวยที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น สุข ปราสาทหินพิมาย ผล พระประแดง สมาน ดิลกวิลาศ ประสิทธิ์ ชมศรีเมฆ เป็งสูน เทียมกำแหง สุริยา ลูกทุ่ง การชกมวยในระยะนั้น มีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ มีการชกมวยข้ามรุ่นกันได้

ป้ายประชาสัมพันธ์การจัดแข่งขันชกมวย

ป้ายประชาสัมพันธ์การจัดแข่งขันชกมวย

วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ สนามมวยลุมพินีได้เปิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง นักมวยส่วนใหญ่จึงได้ใช้ทั้งเวทีราชดำเนิน และเวทีลุมพินีในการแข่งขันชกมวย โดยทั้งสองสนามนี้ถือว่า เป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย มีการจัดแบ่งประเภทนักมวยเป็นรุ่นต่างๆ ตามน้ำหนักตัวที่กำหนดขึ้น เกิดกติกามวยไทยอาชีพ ฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งแก้ไขปรับปรุงจากฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๐ ของกรมพลศึกษา และในวันเสาร์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้มีการถ่ายทอดการชกมวยไทยจากสนามมวยราชดำเนินเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นได้มีชาวต่างชาติเดินทางมาฝึกมวยไทย และมีการจัดแข่งขันชกมวยกับนักมวยไทยอยู่เสมอๆ

วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี เปิดสอนสาขามวยไทยในระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก
วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี เปิดสอนสาขามวยไทยในระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก

ต่อมากีฬามวยไทยมีการพัฒนาจนก่อตั้งเป็นสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้การชกมวยไทยต้องมีเครื่องป้องกันอันตราย เพื่อให้นักมวยมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแข่งขันมากขึ้นในแต่ละปี และมีการถ่ายทอดการชกมวยทางโทรทัศน์มากขึ้นด้วย ทำให้ธุรกิจมวยขยายตัวออกไปกว้างขวาง ในต่างจังหวัดมีเวทีมวยเกิดขึ้นหลายแห่ง เปิดโอกาสให้นักมวยที่มีฝีมือจากต่างจังหวัด เดินทางเข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การชกมวยไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่มุ่งเพื่อผลแพ้ชนะและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ศิลปะและแก่นแท้ของมวยไทย นับวันจะเลือนหายไป ถึงแม้จะมีหลักสูตรการเรียนกันในบางสถาบันการศึกษาก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันมีการเรียนการสอนมวยไทยในระดับบัณฑิตศึกษา คือ วิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี เริ่มเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขามวยไทย ใน พ.ศ. ๒๕๔๖ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามวยไทยศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ และต่อมาพัฒนาเป็นหลักสูตรในระดับปริญญาเอกชื่อว่า หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขามวยไทยศึกษา (ปัจจุบันมีการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยยกเลิกหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต) มวยไทยจึงเริ่มพัฒนาเข้าสู่วิชาการเรียนการสอน เพื่อการอนุรักษ์ และแสวงหาคุณค่าทางภูมิปัญญาไทยมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน โดยมีคณาจารย์ประจำหลักสูตร เช่น ดร. ศักดิ์ชัย ทัพสุวรรณ นายกสมาคมสภามวยไทยสมัครเล่นโลก ดร. แสวง วิทยพิทักษ์ กรรมการเทคนิคผู้ตัดสินมวยไทยจากสนามมวยราชดำเนิน รองศาสตราจารย์ ดร. สมพร แสงชัย เจ้าตำรับครูมวยพระยาพิชัยดาบหัก รวมไปถึง รองศาสตราจารย์ชัยสวัสดิ์ เทียนวิบูลย์ ครูมวยสยามยุทธ์ นอกจากนี้ยังมี รองศาสตราจารย์ ดร. เสรี พงศ์พิศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาไทย มาช่วยกันสร้างสรรค์จรรโลง ให้องค์ความรู้ของบรรพบุรุษที่มีมานานนับสองพันปีอยู่ยั่งยืนตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน
หัวข้อก่อนหน้าหัวข้อถัดไป
โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โครงการสารานุกรมไทยฯ สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 0-2280-6502, 0-2280-6507, 0-2280-6515, 0-2280-6538, 0-2280-6541, 0-2280-6580 โทรสาร 0-2280-6589